10 ข้อที่ผู้สมัครงานมักทำพลาดโดยไม่รู้ตัว

2020/02/26
Category : News

          ในการสัมภาษณ์งาน เราจะมีโอกาสได้แสดงตัวตน ทัศนคติ และประสบการณ์ที่เรามีให้กับบริษัทได้รู้จักในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่าก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สมัครงานมักมีการเตรียมความพร้อม โดยการศึกษาหาข้อมูลของบริษัท รวมถึงการเตรียมตัวตอบคำถามให้ถูกใจผู้สัมภาษณ์ เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้งาน แต่ในบางครั้งกลับมีช่องโหว่บางอย่างที่ทางผู้สมัครคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม หรือมองข้ามว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมในการสัมภาษณ์งาน ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับบริษัทที่คาดหวังไว้ ทาง Pasona จึงได้รวบรวมสิบข้อที่ผู้สมัครงานมักทำพลาดโดยไม่รู้ตัว เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สมัครงานได้นำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง จะมีข้อไหนบ้าง ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ เพราะบางข้ออาจเป็นสิ่งที่เราเคยทำพลาดไว้ก็ได้นะคะ                                         

                                                            

 

                1. อวดอ้างตัวเองมากไป ฉันดี ฉันเก่ง บริษัทต้องเลือกฉัน

              การบอกข้อดีของตัวเอง ว่าเป็นคนเก่ง มีความสามารถ เพื่อให้บริษัทมองเห็นศักยภาพที่มีอยู่ นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรมีความพอดี ไม่ดูอวดอ้างจนดูมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ลองมาดูตัวอย่างเหล่านี้แล้วมาวิเคราะห์กันค่ะ

                คุณคิดว่าตัวเองเหมาะสมกับตำแหน่ง Sales Manager หรือไม่

               นางสาว ตอบ ดิฉันมีความเหมาะสมกับตำแหน่งนี้อย่างมากค่ะ เพราะดิฉันเป็นคนเก่ง เรียนรู้ไว โน้มน้าวคนเก่ง ทำงานภายใต้แรงกดดันได้ดี บริหารจัดการเก่ง ประสานงานก็ได้นะคะ ทำได้หมดเลยค่ะ ไม่มีอะไรที่ดิฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ ทำงานไม่นานก็ได้เลื่อนขั้นเลยค่ะ ใครทำงานร่วมกับดิฉันก็ชมกันทุกคนค่ะ ดิฉันไปสัมภาษณ์ที่ไหนก็ผ่านหมดเลยนะคะ แต่ดิฉันอยากทำงานที่นี่ค่ะ

 

                                                                         

 

              การตอบแบบนี้ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองมากไป อาจทำให้ผู้สัมภาษณ์แอบหมั่นไส้เอาได้ แต่ที่สำคัญคือ การบอกกล่าวอย่างเลื่อนลอย ไม่มีการยกตัวอย่างประกอบให้เห็นภาพชัดเจน ทำให้คำตอบดูไร้น้ำหนัก ไม่น่าเชื่อถือ หากปรับเปลี่ยนบริบทสักหน่อย จะช่วยให้คำตอบดูดีขึ้นมาก เช่น

               นางสาว ตอบ ดิฉันเชื่อว่าจากประสบการณ์การทำงานด้านเซลมาตลอดระยะเวลาห้าปี ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้เนื้องานที่หลากหลาย ได้มีโอกาสทำงานจนกระทั่งเข้าใจวิธีการทำงานทั้งหมด หลังจากที่ได้เรียนรู้มาสักพัก ดิฉันก็สามารถทำยอดได้ตามเป้าที่กำหนดไว้มาโดยตลอด สามารถโน้มน้าวลูกค้าได้ ในขณะเดียวกันดิฉันก็คอยให้คำแนะนำในการเลือกสินค้าได้อย่างดี เพราะดิฉันอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด เมื่อลูกค้าเกิดความประทับใจก็จะกลับมาใช้บริการอีก ซึ่งในตอนนี้ดิฉันมองหาความก้าวหน้า และสิ่งที่ท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม และหากดิฉันได้รับโอกาสนี้ ดิฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ให้บริษัทผิดหวังแน่นอนค่ะ

 

                 2. โกหก หลอกลวง ตีเนียนไปก่อนไม่มีใครรู้หรอก

              การโกหกในที่นี้ก็มีหลายแบบด้วยกัน หากเป็นการเพิ่มเติมข้อมูลบนพื้นฐานของความจริง ก็ยังพอหยวนๆกันได้ แต่หากเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา หรือโกหกในเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่น เงินเดือน ประสบการณ์การทำงาน แล้วผู้สัมภาษณ์ หรือ HR จับได้ทีหลัง มีหวังโดนปรับตกแน่  รวมถึงการตอบมั่วโดยที่ไม่มีความรู้ในด้านนั้นอยู่เลย เช่น ข้อมูลบริษัทที่เราไม่ทราบ ก็สามารถบอกไปตามตรงว่ายังไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่จะกลับไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ดีกว่าตอบไปแบบส่งเดช เพียงเพราะไม่กล้าตอบว่าไม่รู้  หรือในกรณีที่ผู้สมัครงานนำเสนอตนเองว่าสามารถพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆได้ แต่เมื่อถูกทดสอบ กลับทำไม่ได้ตามที่กล่าวไว้ ก็จะทำให้ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ในทันที

                                                            

 

                    3. เผื่อเวลาไว้ก่อนย่อมดีกว่า แต่ถ้าเผื่อมากๆ รับรองไม่ดีแน่

                ในข้อนี้ อาจมีบางคนเอะใจ และเริ่มไม่เห็นด้วย เพราะมีผู้สมัครงานหลายๆท่านตระหนักถึงการตรงต่อเวลาอย่างมาก เนื่องจากเป็นมารยาทที่สำคัญอย่างหนึ่งในโลกธุรกิจ แต่การมาก่อนเวลานานๆนั้น กลับไม่ใช่ผลดีต่อตัวผู้สมัครงานสักเท่าไหร่ เนื่องจากการไปถึงก่อนเวลามากกว่าสิบห้านาทีขึ้นไป ถือว่าเป็นการกดดันผู้สัมภาษณ์ให้ละทิ้งงานที่กำลังทำอยู่ เพื่อมารับรองผู้สมัครงาน กลับกลายเป็นว่ารบกวนเวลาของผู้อื่น  ซึ่งในกรณีนี้เข้าใจว่าการจราจรในกรุงเทพนั้นหนักหนาสาหัสเอาการ หากไปช้าก็จะส่งผลเสียอีกเช่นกัน กลายเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา ไร้ความรับผิดชอบ ฉะนั้นการเผื่อเวลานับเป็นเรื่องดี แต่หากผู้สมัครไปถึงก่อนเวลานานๆ ควรไปเดินเล่น หรือนั่งพักรอที่อื่นก่อน เมื่อใกล้ถึงเวลาจึงไปยังที่นัดหมาย เพื่อไปถึงทันเวลา และไม่รบกวนเวลาของผู้สัมภาษณ์อีกด้วย

 

                  4. อนาคตของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้

               ในขณะที่ถูกสัมภาษณ์อยู่ ผู้สมัครงานมักจะเจอคำถามยอดฮิตที่ว่า “ไม่ทราบว่าอีกห้าปี คุณจะทำอะไร” หรือ “คิดว่าจะทำงานที่บริษัทกี่ปี” ผู้สมัครงานหลายๆคนก็มักจะตอบตามความจริงว่า ทำงานหนึ่งปีก็พอแล้ว แล้วค่อยไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือขยับขยายไปต่อยอดการทำงานที่อื่น บางกรณีก็ตอบว่าอีกห้าปีจะออกไปทำธุรกิจของตนเอง ซึ่งผู้สมัครหลายคนคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ในความจริงเป็นคำตอบที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์ หรือทาง HR รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียเวลาในการฝึกสอนงานซ้ำๆอีก และปรับตกหากตอบคำถามเช่นนี้ออกไป เพราะทางบริษัทส่วนมากคาดหวังผู้สมัครงานที่มีความตั้งใจที่จะช่วยผลักดัน มุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้กับบริษัทไปนานๆ

                                                         

 

                    5. วิจารณ์บริษัทเก่าไม่ให้เหลือซาก

                 ในกรณีที่ผู้สมัครงานผ่านการลาออกจากที่ทำงานเก่ามา ก็มักจะเจอคำถามที่ว่า “ทำไมถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า” ซึ่งหลายๆท่านมักตอบคำถามโจมตีบริษัทเก่าของตนเอง พูดถึงที่ทำงานเก่าเสียๆหายๆ นินทาให้ผู้สัมภาษณ์ฟังอย่างลงรายละเอียดเต็มที่ แค่นั้นไม่พอ ยังใส่ไฟเพิ่มเติมเกินจริงไปมากเพื่อปกป้องตนเอง หรือแม้ว่าสิ่งที่พูดมาจะเป็นความจริง แต่การวิจารณ์ที่ทำงานเก่าอย่างเสียหาย ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความคิดเชิงลบ เจ้าคิดเจ้าแค้นของตัวผู้สมัครงานเอง แทนที่จะดูน่าสงสาร กลับดูน่ากลัว เพราะHR ก็คงคิดว่าหากผู้สมัครงานต้องการลาออกจากบริษัท มีหวังโดนเผาไม่เหลือซากอย่างที่เดิมแน่ ผู้สัมภาษณ์งานจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะรับผู้สมัครที่มีความคิดเชิงลบเข้ามาร่วมงานกับทางบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า หรือไม่แน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์โลกกลมพรหมลิขิต อย่างเช่น ผู้บริหาร หรือ HR ของทั้งสองบริษัทรู้จักกัน อย่างนี้ก็คงจบไม่สวยแน่ๆค่ะ

                                                         

 

                  6. ตีซี้กับผู้สัมภาษณ์เสมือนเป็นคนสนิท มารยาทไม่จำเป็นต้องมี

                สำหรับน้องๆจบใหม่หลายๆท่านที่กำลังหางาน เมื่อไปสัมภาษณ์งานก็อาจจะพบเจอกับผู้สัมภาษณ์ที่อายุใกล้เคียงกัน หรืออาจเป็นผู้ใหญ่ที่อายุห่างกันค่อนข้างเยอะ แต่ให้ความเป็นกันเอง โดยพูดคุยแบบผ่อนคลาย สบายๆ  เพื่อให้การสัมภาษณ์นั้นไม่ดูไม่ตึงเครียดจนเกินไป แต่บรรยากาศที่ดูไม่ตึงเครียดนั้น ก็อาจจะทำให้ผู้สมัครงานลืมตัว เผลอทำกริยามารยาทที่ไม่เหมาะสมออกไป เช่น การตีซี้กับผู้สัมภาษณ์ หรือพูดคุยเล่นด้วยเหมือนคุยกับเพื่อน หรือเป็นตัวของตัวเองมากไปจนไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น หัวเราะเสียงดังมากไป เล่นโทรศัพท์ พูดจาไม่ให้เกียรติ ฯลฯ ไม่ว่าบรรยากาศการสัมภาษณ์งานจะเป็นอย่างไรก็ตาม เรื่องของมารยาท และกาลเทศะในการสัมภาษณ์งานก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่ดี เพราะฉะนั้นควรเป็นตัวเองอย่างพอเหมาะ พอดี และ ให้เกียรติผู้สัมภาษณ์ด้วยค่ะ

 

                 7. สอบถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการเสมือนได้รับเลือกแล้ว

               เมื่อทางผู้สัมภาษณ์เปิดโอกาสให้ผู้สมัครงานถามคำถาม หลายๆท่านมักถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการทันที เพราะต้องการทราบว่าเป็นไปตามที่ตัวเองคาดหวังไว้หรือไม่ แน่นอนว่าเรื่องเงินนั้นสำคัญ อาจเป็นปัจจัยแรกที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกงานสำหรับหลายๆคนด้วยซ้ำ แต่อย่าลืมว่าเรื่องงานก็สำคัญ เราควรทำให้ทางบริษัทเห็นก่อนว่าเรามีศักยภาพ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานก่อน หากบริษัทสนใจอยากจ้างงานแล้วล่ะก็ เรื่องเงินเดือนจะเป็นสิ่งที่ทางบริษัทเสนอขึ้นมาอย่างแน่นอน ถึงจังหวะนั้น แล้ว ค่อยเจรจากันจะเหมาะสมกว่า เพราะหากเราเป็นฝ่ายพูดก่อน จะทำให้ดูเหมือนห่วงเรื่องผลประโยชน์มากกว่าเรื่องการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่

               หากไม่เห็นด้วย ลองมาดูตัวอย่างกันค่ะ

                   มีอะไรอยากจะสอบถามเพิ่มเติมมั้ยครับ

                   ตอบ มีค่ะ ไม่แน่ใจว่าที่นี่ให้เงินเดือนตำแหน่งSenior Accounting เท่าไหร่หรอคะ แล้วให้โบนัสกี่เดือน มีสวัสดิการอะไรให้บ้างคะ มีค่าเดินทางให้มั้ยคะ แล้วมีค่าตำแหน่งให้ด้วยมั้ยคะ ปรับเงินเดือนตอนไหนหรอคะ

               ลองคิดถึงใจผู้สัมภาษณ์งานดูแล้วกันนะคะ หากเจอคำถามรัวๆ ซึ่งเป็นคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเองอย่างออกนอกหน้า แทนที่จะถามหน้าที่ ความรับผิดชอบในการทำงาน สังคมการทำงาน หรือสิ่งที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของการทำงาน จะรู้สึกอย่างไร และมีความคิดเห็นต่อผู้สมัครงานเช่นนี้อย่างไร ฝากไว้ให้คิดต่อแล้วกันค่ะ

 

                                                     

 

                   8. การอธิบายร่ายยาวจนน่าเบื่อมากกว่าน่าฟัง

               ในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ควรยึดถือความพอดี ความเหมาะสมเป็นที่ตั้ง เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้สัมภาษณ์เป็นคนแบบไหน ต้องการผู้สมัครงานที่มีลักษณะนิสัยเช่นไร การเดินสายกลางจึงเป็นการเซฟตัวเองได้ดีที่สุด ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่าค่ะ

                    ทำไมถึงอยากร่วมงานกับเรา

                  ตอบ  อย่างที่ทราบกันดีค่ะว่าบริษัท xxx  เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเลยนะคะ ไม่ว่าใครๆก็รู้จัก ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ และนอกประเทศ ซึ่งดิฉันรู้สึกชื่นชมในความก้าวหน้า และมั่นคงของบริษัทค่ะ เชื่อว่าถ้าได้ร่วมงานด้วย ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะดิฉันอยากมีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทใหญ่ๆค่ะ บริษัทนี้ก็มีสาขาไปทั่วโลกเลย ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา จีน อินเดีย มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี และอื่นๆอีกมากมาย ไม่แน่ว่าดิฉันอาจจะได้ไปเรียนรู้งานที่ต่างประเทศด้วย ดิฉันใฝ่ฝันที่จะได้ไปเที่ยวในหลายๆประเทศค่ะ ดิฉันเคยไปญี่ปุ่นนะคะ เป็นประเทศที่สวยงามมากจริงๆค่ะ รู้สึกประทับใจ ยิ่ง Head Office อยู่ที่นั่น ดิฉันเชื่อว่าจะได้ไปที่ญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้งานและได้พักผ่อนในเวลาเดียวกัน ซึ่งการทำงานที่ดีนะคะ จะต้องมีการบริหารจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม ไม่ใช่แค่ทำงานจนหน้าดำคร่ำเคร่ง แต่ว่าต้องมีการผ่อนคลายด้วยนะคะ บลาๆๆ

                                                       

                 หากตอบคำถามแนวนี้ ผู้สัมภาษณ์ก็อาจจะเหวอๆไปบ้าง และอยากจะช่วยดึงกลับมา แต่ดึงกลับมาไม่ถูกเลยล่ะค่ะ จะเห็นได้ว่าเป็นการตอบแบบยืดเยื้อ จนกลายเป็นว่าหลุดประเด็น และจับใจความไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูแนวทางการตอบที่เหมาะสมกันดีกว่าค่ะ

                    ตอบ  สิ่งสำคัญที่ดิฉันอยากร่วมงานกับบริษัท xxx คือความมั่นคงของบริษัทค่ะ ที่มีสาขาเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปทั่วโลก ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็นับว่าเป็นเครื่องการันตีว่าเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ และมีระบบบริหารจัดการที่ดีค่ะ อีกทั้งเป็นบริษัทที่ได้ติดต่อกับต่างประเทศ ทำให้ได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นธุรกิจเดียวกันกับบริษัทที่ดิฉันเคยทำงานมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันมีความถนัดและชื่นชอบค่ะ

                จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าเป็นการตอบคำถามได้ตรงประเด็น และมีสัดส่วนกำลังดี ไม่สั้น และไม่ยาวจนเกินไป เพราะฉะนั้นแนวทางการตอบคำถามที่ดี ก็คือการตอบให้ตรงประเด็น ฉะฉาน และเข้าใจง่ายค่ะ

                                                        

                 9. พาพวกมาด้วย อุ่นใจกว่า

              ผู้สมัครงานบางคนพาผู้ปกครองหรือคนรู้จักมารอที่หน้าห้องสัมภาษณ์ หรือ ให้ผู้ปกครองโทรมาถามเรื่องผลสัมภาษณ์แทนตัวเอง ผู้สมัครงานบางท่านนั้นอาจจะเพิ่งเรียนจบจึงยังไม่เข้าใจในความเหมาะสมของการสัมภาษณ์งาน ซึ่งเหตุผลที่ไม่ควรพาผู้ปกครอง หรือคนรู้จักมารอหน้าห้องสัมภาษณ์ด้วย เนื่องจากจะทำให้ผู้สมัครงานดูยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำงาน ในบางกรณี ผู้ปกครองของผู้สมัครงานบางท่านก็โทรมาถามผลสัมภาษณ์แทนด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรปฏิบัติเลย เพราะเมื่อเข้าสู่วัยที่เริ่มทำงานแล้ว ก็ควรเป็นคนที่จัดการเรื่องต่างๆได้ด้วยตัวเอง ถ้าเกิดมีธุระไปที่อื่นต่อค่อยนัดหมายพบปะที่อื่นจะเหมาะสมกว่า

 

                10. แต่งตัวหรูหรา ดูดีมีระดับ เพิ่มความมั่นใจ

             จริงอยู่ที่ว่าการแต่งตัวก็นับเป็นเรื่องสำคัญในการสัมภาษณ์งาน ควรแต่งกายให้ดูดี มีความเป็นมืออาชีพ สุภาพเรียบร้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรมีความพอดี ในกรณีที่แต่งตัวหรูหราจนเกินไป ก็จะกลายเป็นว่าไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น ใส่นาฬิการาคาแพงหลายหมื่น เพชรส่องแวววายเปล่งประกายเตะตาผู้สัมภาษณ์ หรือถือกระเป๋าแบรนด์เนมหลักแสน ก็จะทำให้ดูเป็นการอวดฐานะตนเองมากไป และอาจทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกไม่ดีได้ เพราะทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้สัมภาษณ์ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง มีความอิจฉาริษยา หรืออาจจะเกิดอาการหมั่นไส้เอาได้ นอกจากนี้หากเป็นตำแหน่งงานที่เงินเดือนไม่ได้สูง หรืองานหนัก ก็จะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าผู้สมัครไม่น่าจะทนงานหนักๆได้ หรืออาจะจะลาออกไปอย่างง่ายดาย